บริษัทกู้ยืมกรรมการ คิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ถึงปลอดภัยสุด ไม่เสี่ยงโดนสรรพากร?
เจ้าของกิจการหลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้:
ธุรกิจต้องหมุนเงินด่วน เลย “ให้กรรมการยืมเงินบริษัท” ไปใช้ก่อน
หรือบริษัทสภาพคล่องตึง ต้อง “กู้เงินจากกรรมการ” มาช่วยพยุงกระแสเงินสด
คำถามยอดฮิตคือ “ต้องคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่?” และที่สำคัญกว่า คือ “คิด 0% ได้ไหม?”
บทความนี้ ACC Consulting สรุปให้แบบใช้งานได้จริง เน้น “Safe Zone” ที่ ทำแล้วคุยกับสรรพากรง่าย ลดความเสี่ยงถูกประเมินย้อนหลัง พร้อมเช็กลิสต์เอกสาร + ภาษีที่มักพลาด
สรุปให้ก่อนอ่านยาว (Key Takeaways)
คิดดอกเบี้ย 0% = เสี่ยง ถ้าไม่มีเหตุ/เอกสารรองรับ เพราะเข้าข่าย “ต่ำกว่าตลาด” และสรรพากรอาจประเมินดอกเบี้ยเพิ่มได้
Safe Zone ที่นิยมใช้ คืออิง “อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ” หรือ “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร/แหล่งเงินทุน” แล้วแต่กรณี
ทำให้ครบ 3 อย่าง: (1) มติประชุม (2) สัญญากู้ (3) หลักฐานโอนเงินจริง
อย่าลืมภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.2), อากรแสตมป์, และบางกรณีมี ภาษีธุรกิจเฉพาะ จากดอกเบี้ยรับ
“เงินกู้ยืมกรรมการ” คืออะไร ทำไมสรรพากรสนใจ?
เงินกู้ยืมระหว่าง “บริษัท” กับ “กรรมการ” เป็นธุรกรรมที่เกิดบ่อยมาก โดยเฉพาะธุรกิจ SME / เจ้าของคนเดียว / ธุรกิจออนไลน์ที่เงินเข้าออกถี่
เหตุที่สรรพากรจับตาเพราะรายการประเภทนี้ “เสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทาง” เช่น
โอนเงินให้กรรมการโดยไม่คิดผลตอบแทน (ตีความคล้ายผลประโยชน์/การโอนกำไร)
ตั้งดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ หรือสูงผิดปกติ (โยกกำไร/ทำรายจ่ายเกินจริง)
ไม่มีสัญญา ไม่มีหลักฐานการจ่ายจริง (กลายเป็นรายการไม่ชัดเจนในงบ)
ดังนั้น “ดอกเบี้ย” และ “เอกสาร” คือ 2 เรื่องหลักที่ต้องวางให้ถูกตั้งแต่วันแรก
คิดดอกเบี้ย 0% ได้ไหม?
คำตอบแบบทำงานจริง: ไม่แนะนำ หากเป้าหมายคือ “ปลอดภัยสุด”
เหตุผล:
เมื่อ “ไม่คิดดอกเบี้ย” หรือ “คิดต่ำกว่าตลาด” เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มตามราคาตลาดได้
ถ้าโดนประเมินย้อนหลัง จะกระทบทั้งภาษีนิติบุคคล (รายได้/ค่าใช้จ่าย) และภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ที่หนักกว่าตัวเลขคือ “ภาระเอกสาร” และความเสี่ยงถูกตีความว่าเป็นรายการอื่น (เช่น ผลประโยชน์ให้กรรมการ)
แนวทางที่คุ้มที่สุด คือกำหนดดอกเบี้ยให้ “สมเหตุสมผล” และมีหลักฐานอ้างอิง
Safe Zone: อัตราดอกเบี้ยที่แนะนำให้ใช้ (ลดเสี่ยงสุด)
| หลักคิดสำคัญ: ตั้งดอกเบี้ยให้ “ตอบได้” ว่าอิงอะไร และทำไมเรตนี้ยุติธรรมต่อทั้งบริษัทและกรรมการ
กรณีที่ 1: บริษัท “ให้กรรมการกู้ยืมเงิน”
กรณีนี้มักเกิดเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ/มีเงินหมุน แล้วให้กรรมการยืมไปใช้ส่วนตัว หรือใช้ชั่วคราวแล้วคืน
(1) ถ้าเป็น “เงินเย็นของบริษัทเอง”
Safe Zone ที่ใช้ได้ดี: อ้างอิง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ของธนาคารพาณิชย์ ณ ช่วงเวลาทำสัญญา
เหตุผล: ถือเป็น “ผลตอบแทนขั้นต่ำ” ที่บริษัทควรได้ หากไม่เอาเงินไปให้กู้ แต่เอาไปฝากธนาคารแทน
แนะนำวิธีทำให้ชัด:
เก็บหลักฐานอัตราดอกเบี้ย ณ วันทำสัญญา (เช่น สกรีนช็อตหน้าเว็บธนาคาร/ประกาศธนาคาร)
ระบุในสัญญาว่า “อ้างอิงเรตเงินฝากประจำของธนาคาร… ณ วันที่…”
(2) ถ้าบริษัท “ไปกู้เงินมา” แล้วเอามาปล่อยกู้ต่อให้กรรมการ
Safe Zone ที่ปลอดภัย: ต้องคิดดอกเบี้ย ไม่ต่ำกว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายจริงให้แหล่งเงินกู้นั้น
เหตุผล: ถ้าคิดต่ำกว่าต้นทุนจริง อาจถูกมองว่า “บริษัทแบกรับต้นทุนแทนกรรมการ” หรือมีการถ่ายเทผลประโยชน์
แนะนำวิธีทำให้ชัด:
แนบเอกสารสัญญาเงินกู้/Statement ที่โชว์อัตราดอกเบี้ยที่บริษัทจ่าย
ระบุในมติประชุมและสัญญาว่า “คิดดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า X% ตามต้นทุนเงินกู้จริง”
กรณีที่ 2: บริษัท “กู้เงินจากกรรมการ”
กรณีนี้เกิดบ่อยในธุรกิจที่ต้องอัดเงินทุนเพิ่ม เช่น สต็อกสินค้า, ขยายสาขา, เครื่องจักร, ยิงแอด, ปิดรอบเงินเดือน
หลัก Safe Zone: ดอกเบี้ยจ่ายต้อง “สมเหตุสมผล” ไม่สูงเกินตลาด และอธิบายได้
(1) บริษัทไม่มีวงเงินกู้ธนาคาร/กู้ไม่ได้
Safe Zone ที่แนะนำ: อ้างอิง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
เหตุผล: คือ “ค่าเสียโอกาส” ที่กรรมการควรได้ หากเอาเงินไปฝากธนาคารแทนการให้บริษัทกู้
(2) บริษัทมีวงเงินกู้ธนาคาร/มีประวัติการกู้
Safe Zone ที่แนะนำ: ตั้งอัตราไม่สูงกว่า “เรตกู้จริงของบริษัท” (เช่น MLR/MOR หรือเรตตามสัญญาเงินกู้ของบริษัท)
เหตุผล: แสดงว่าบริษัทสามารถกู้ตลาดได้ที่เรตประมาณนี้ การกู้จากกรรมการจึงไม่ควรแพงกว่าอย่างไม่มีเหตุ
ตัวอย่างคำนวณดอกเบี้ย (ทำให้ดูเป็นระบบ)
ตัวอย่าง: บริษัทให้กรรมการกู้ 1,000,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน
อ้างอิงเรตเงินฝากประจำ 2.00% ต่อปี (ตามประกาศธนาคาร ณ วันทำสัญญา)
ดอกเบี้ย = 1,000,000 × 2.00% × 6/12 = 10,000 บาท
เคล็ดลับ: ใส่ “ตารางคำนวณดอกเบี้ย” แนบท้ายสัญญา/แนบท้ายรายงานประชุม จะช่วยให้ตรวจสอบง่ายมากเวลาปิดบัญชีหรือโดนตรวจ
ภาษีที่เกี่ยวข้อง (อย่าพลาด เพราะพลาดแล้วมักเจ็บ)
หัวข้อนี้คือจุดที่เจ้าของกิจการ “ทำถูกครึ่งเดียว” บ่อยที่สุด
1) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% (เมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการ)
ถ้ากรรมการเป็น “บุคคลธรรมดา” และบริษัทมีการจ่ายดอกเบี้ยให้
โดยทั่วไปบริษัทต้อง หัก ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ตามรอบที่กฎหมายกำหนด
จุดพลาดยอดฮิต: ทำสัญญาดีมาก คิดดอกเบี้ยถูก แต่ “ลืมหัก ณ ที่จ่าย” ทำให้เสี่ยงตอนตรวจ
2) อากรแสตมป์สัญญากู้ยืม
สัญญากู้ยืมเงินต้องเสียอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อวงเงินกู้ทุก 2,000 บาท (หรือเศษของ 2,000 บาท) และมีเพดานสูงสุด
จุดพลาดยอดฮิต: ไม่ติดอากร/ติดไม่ครบ โดยเฉพาะวงเงินกู้สูง ๆ
3) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (กรณีมีดอกเบี้ยรับ)
ถ้าบริษัทเป็น “ผู้ให้กู้” และมี “ดอกเบี้ยรับ” บางกรณีอาจเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ (ขึ้นกับข้อเท็จจริงของกิจการและลักษณะการประกอบกิจการ)
แนะนำ: ถ้ามีการ “ให้กู้” เป็นกิจกรรมที่เกิดซ้ำ/มีดอกเบี้ยรับจริง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินว่าต้องจัดการภาษีส่วนนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดภาระย้อนหลัง
เอกสารที่ต้องมีให้ครบ (Checklist แบบกันโดนยิงคำถาม)
ต่อให้ตั้งดอกเบี้ยสวยแค่ไหน ถ้าเอกสารไม่ครบ ความเสี่ยงก็สูงอยู่ดี
เอกสาร 6 ชิ้นที่แนะนำให้ทำ “ทุกครั้ง”
รายงานการประชุมคณะกรรมการ/มติผู้ถือหุ้น (ตามโครงสร้างบริษัท)
อนุมัติวงเงิน ระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย และเหตุผลความจำเป็น
สัญญากู้ยืมเงิน (Loan Agreement)
ระบุผู้กู้/ผู้ให้กู้, วงเงิน, ดอกเบี้ย, วิธีคิด, วันครบกำหนด, การชำระคืน, เงื่อนไขผิดนัด
หลักฐานการโอนเงิน
โอนผ่านธนาคารให้ตามรอยได้ (Statement/สลิป)
ตารางคำนวณดอกเบี้ย
ช่วยตอนปิดบัญชี และช่วยตอบคำถามผู้ตรวจ
อากรแสตมป์ (ติดให้ถูกต้องตามวงเงิน)
หลักฐานภาษีหัก ณ ที่จ่าย/แบบนำส่ง (ถ้ามีการจ่ายดอกเบี้ย)
แนะนำเพิ่มสำหรับกิจการที่เงินเข้าออกเยอะ: ทำ “ทะเบียนคุมเงินกู้ยืมกรรมการ” แยกต่างหาก จะช่วยมากเวลาตรวจสอบย้อนหลัง
7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ “เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่”
คิดดอกเบี้ย 0% โดยไม่มีเหตุผลและหลักฐานรองรับ
ตั้งดอกเบี้ยต่ำ/สูงกว่าตลาดแบบอธิบายไม่ได้ว่าอิงอะไร
ไม่มีมติประชุม/ไม่มีสัญญา
เงินไม่โอนจริง ใช้วิธีหักกลบ/เงินสด จนตามรอยไม่ได้
ลืมหัก ณ ที่จ่ายตอนจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการ
ไม่ติดอากรแสตมป์หรือคำนวณผิด
มีดอกเบี้ยรับ แต่ไม่ได้ประเมินประเด็นภาษีธุรกิจเฉพาะ
FAQ: คำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อย
บริษัทให้กรรมการกู้ยืม คิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ดี?
แนวทางปลอดภัยคืออ้างอิง ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ของธนาคารพาณิชย์ ณ ช่วงทำสัญญา (กรณีใช้เงินของบริษัทเอง) หรือถ้าบริษัทกู้เงินมาแล้วปล่อยกู้ต่อ ควรคิด ไม่ต่ำกว่าต้นทุนเงินกู้ที่บริษัทจ่ายจริง
บริษัทกู้เงินจากกรรมการ คิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ไม่เสี่ยง?
ให้ตั้งดอกเบี้ยที่ สมเหตุสมผลตามเรตตลาด เช่น อิงดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (ถ้าบริษัทกู้ธนาคารไม่ได้) หรืออิงเรตเงินกู้ของบริษัท (ถ้ามีการกู้ธนาคารอยู่แล้ว)
กรรมการยืมเงินบริษัท ดอกเบี้ย 0% ได้ไหม?
ทำได้ในเชิงธุรกรรม แต่ ไม่แนะนำเชิงความเสี่ยงภาษี เพราะอาจเข้าข่าย “ต่ำกว่าตลาด” และถูกประเมินดอกเบี้ยเพิ่มได้ ทางที่ปลอดภัยคือกำหนดดอกเบี้ยตาม Safe Zone และทำเอกสารให้ครบ
ต้องทำสัญญากู้ยืมทุกครั้งไหม?
แนะนำให้ทำทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเป็นเงินก้อน/มีดอกเบี้ย/มียอดค้าง เพราะสัญญาคือ “หลักฐานหลัก” ที่ช่วยยืนยันว่าเป็นเงินกู้จริง ไม่ใช่รายการอื่น
สัญญากู้ยืมต้องติดอากรแสตมป์ไหม?
โดยหลักแล้วสัญญากู้ยืมเงินมีประเด็นอากรแสตมป์ ควรติดให้ถูกต้องตามวงเงิน เพื่อป้องกันปัญหาเวลาตรวจเอกสาร
ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้กรรมการต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม?
โดยทั่วไปเมื่อบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้บุคคลธรรมดา ต้องมีหน้าที่ หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งตามแบบที่เกี่ยวข้อง (เช่น ภ.ง.ด.2) ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ข้อมูลอ้างอิง (กรมสรรพากร)
– https://www.rd.go.th/54657.html
– https://www.rd.go.th/23847.html
ACC Consulting ช่วย “วาง Safe Zone” ให้จบ ตั้งแต่วันแรก
ธุรกิจที่เติบโตเร็ว (โดยเฉพาะออนไลน์/คลินิก/โรงงาน/BOI) มักมีธุรกรรมเงินกู้ยืมกรรมการเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าวางระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณ
เห็นภาพกระแสเงินสดจริง ไม่ปนกันมั่ว
ลดความเสี่ยงโดนประเมินย้อนหลัง
ปิดงบไวขึ้น และคุมกำไรได้จริง
ACC Consulting ช่วยได้ตั้งแต่
วางนโยบายอัตราดอกเบี้ย (อิงธนาคาร/อิงต้นทุนเงินกู้) ให้ตอบได้ทุกคำถาม
จัดชุดเอกสารมาตรฐาน (มติประชุม + สัญญา + ตารางดอกเบี้ย + ทะเบียนคุม)
ตรวจความถูกต้องภาษีหัก ณ ที่จ่าย/อากรแสตมป์/ประเด็นภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ถ้าคุณมีเคสจริง (ยอดเงินกู้, ใครกู้ใคร, มีดอกเบี้ยหรือยัง) ส่งรายละเอียดให้ทีมได้ เราช่วยทำเป็น “ชุดเอกสารพร้อมใช้” และวางแนวปฏิบัติให้เข้ากับธุรกิจคุณได้เลย


