หนี้สงสัยจะสูญ Doubtful Accounts VS หนี้สูญ Bad Debt

          หนึ่งในเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับนักบัญชีคือการทำวิเคราะห์รายการทางบัญชีให้แสดงตัวเลขที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่สุด บัญชีลูกหนี้เป็นบัญชีที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องมีการประเมินในกรณีลูกหนี้ที่ค้างชำระนานหรือมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้อย่างแน่นอน

         และเมื่อมีความสงสัยเกี่ยวกับการสูญหรือการตัดหนี้สูญที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ นักบัญชีต้องดำเนินการตามมาตรฐานการบัญชี TFRS for NPAEs หรือ PAEs อย่างถูกต้อง วันนี้ ACC Consulting จะแนะนำขั้นตอนที่ถูกต้องในการประเมินมูลค่าหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะสูญหาย และวิธีการจัดการกับลูกหนี้ที่มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้อย่างเหมาะสมในบทความนี้ค่ะ

ค่าเผื่อหนี้สูญหรือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

          ค่าเผื่อหนี้สูญหรือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for Doubtful Accounts) คือ จำนวนเงินที่จัดสรรไว้เพื่อความเร่งด่วนที่จะสนับสนุนลูกหนี้ที่คาดว่าจะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามปกติ นี้เป็นบัญชีปรับมูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดยอดบัญชีลูกหนี้ในงบการเงิน ทำให้ยอดคงเหลือแสดงถึงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ที่คาดว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินได้

หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Accounts)

          หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Accounts) หมายถึง ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ มีค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายตามประมวลรัษฎากร

หนี้สูญ (Bad Deb)

          หนี้สูญ (Bad Debt) หมายถึง ลูกหนี้ที่ได้ทำการติดตามทวงถามจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่ไม่ได้รับชำระหนี้ จากลูกหนี้เหล่านี้ และถูกตัดจากบัญชี

การประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9)

          การประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหรือการด้อยค่าของลูกหนี้ได้รับการปรับปรุงจากมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 101 ซึ่งถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 โดยมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับนี้ได้กำหนดให้กิจการประเมินความเสี่ยงทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) โดยพิจารณาจากประสบการณ์ในอดีต สถานการณ์ปัจจุบัน และการพยากรณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคต มาตรฐานนี้กำหนดให้กิจการทำการประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตได้ด้วย 2 วิธี คือ

  1. วิธีการทั่วไป (General Approach) หรือ 3-Stage Approach เป็นแนวทางที่สะท้อนถึงคุณภาพด้านเครดิตของลูกหนี้ในแต่ละช่วงเวลา โดยมีระยะดังนี้
    ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่างๆแต่ยังคงดำเนินการได้ปกติ (Performing) ในระยะนี้ กิจการทำการประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในรอบ 12 เดือน โดยคำนวณดอกเบี้ยที่คาดว่าจะได้รับจากมูลค่าสินทรัพย์ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิต

    ระยะที่ 2 คือลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าระยะที่ 1 ซึ่งคุณภาพด้านเครดิตเริ่มแสดงสัญญาณที่ไม่ดีนัก (Under-performing) แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ในระยะนี้ กิจการประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดอายุหนี้ แต่ยังคงคำนวณดอกเบี้ยที่คาดว่าจะได้รับจากมูลค่าสินทรัพย์ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิต

    ระยะที่ 3 คือลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 มีหลักฐานชัดเจนแสดงถึงการด้อยค่าของคุณภาพด้านเครดิต (Non-performing) เช่น การละเมิดเงื่อนไขในสัญญา การล้มละลาย หรือปัญหาทางการเงิน กิจการคานวณผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดอายุหนี้ และคำนวณดอกเบี้ยที่คาดว่าจะได้รับจากมูลค่าสินทรัพย์หลังหักผลขาดทุนด้านเครดิต

  2. วิธีการอย่างง่าย (Simplified Approach) ทำให้กิจการสามารถประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้โดยใช้ Provision Matrix ซึ่งคล้ายกับวิธีการคานวณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามมาตรฐานเดิม วิธีนี้ไม่ซับซ้อนมากและมีขั้นตอนที่เข้าใจง่าย

    ขั้นตอนในการวัดมูลค่าสำหรับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยวิธีอย่างง่ายมีดังนี้:

    2.1 การพิจารณาข้อมูลผลขาดทุนด้านเครดิตจากประสบการณ์ในอดีต
    2.2 การปรับปรุงข้อมูลผลขาดทุนในอดีตด้วยการคาดการณ์สภาวการณ์ในอนาคตและคำนวณอัตราด้อยค่า
    2.3 การคานวณค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ วันสิ้นปีทางบัญชี

    วิธีนี้เป็นหลักการที่ใช้ในการประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญโดยทั่วไป และเป็นวิธีการที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหนี้สูญ

          การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับหนี้สูญเป็นกระบวนการที่มีหน้าที่ตัดยอดลูกหนี้ที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ออกจากบัญชี มี 2 วิธีที่สามารถนำมาใช้ได้คือ

  1. วิธีตัดจากหนี้สูญตรง (Direct Write-off Method) วิธีตัดจากหนี้สูญตรง (Direct Write-off Method): ในวิธีนี้เมื่อกิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้เรียกเก็บเงินไม่ได้แล้ว จะทำการบันทึกบัญชีโดยตัดยอดลูกหนี้ที่ค้างชำระตรงที่หนี้สูญเกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาและใช้งานได้ง่าย

          การบันทึกบัญชีในกรณีของหนี้สูญโดยใช้วิธีตัดจากหนี้สูญตรง (Direct Write-off Method) สามารถทำได้ด้วยการใช้บันทึกบัญชีดังนี้  :

                         เดบิต        หนี้สูญ         XXX
                                        เครดิต ลูกหนี้                    XXX

          เมื่อลูกหนี้ที่กิจการตัดไปเป็นหนี้สูญแล้ว และลูกหนี้นั้นมีการปรับปรุงฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น และต้องการรักษาความเชื่อมั่นในธุรกิจ กิจการสามารถนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ที่มีอยู่ก่อนเรียกว่า “หนี้สูญได้รับคืน” นี้สามารถบันทึกบัญชีได้ตามนี้ :

                            เดบิต    เงินสด     XXX
                                        เครดิต       หนี้สูญที่ได้รับคืน           XXX

        2.  วิธีตั้งค่าเผื่อ (Allowance Method)  วิธีนี้จะใช้การประมาณหนี้สงสัยจะสูญเพื่อเป็นตัวปรับบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินของกิจการ การประมาณนี้ทำให้รายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการมีความเป็นจริงมากที่สุด วิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญที่นิยมมี 2 วิธีหลัก คือ :

  1. ร้อยละของยอดขาย:

    การคำนวณเป็นอัตราร้อยละของยอดขายในการประมาณหนี้สงสัยจะสูญเป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการปรับบัญชีลูกหนี้ได้โดยพิจารณาทั้งยอดขายรวมและยอดขายเชื่อของกิจการ เป็นไปได้ทั้งสองแบบดังนี้:

    1. อัตราส่วนของยอดขายรวม (Percentage of Total Sales): ในกรณีนี้ กิจการจะกำหนดอัตราส่วนของยอดขายรวมทั้งหมดที่จะใช้เป็นหนี้สงสัยจะสูญ โดยคำนวณโดยนำจำนวนหนี้สงสัยจะสูญมาคูณกับอัตราส่วนที่กำหนด เช่น 1% หรือ 2% ของยอดขายรวมทั้งหมด

    2. อัตราส่วนของยอดขายเชื่อ (Percentage of Credit Sales): ในกรณีนี้ กิจการจะคำนวณอัตราส่วนของยอดขายเชื่อทั้งหมดที่จะใช้เป็นหนี้สงสัยจะสูญ โดยคำนวณจากยอดขายเชื่อเท่านั้น

    เมื่อได้อัตราส่วนแล้ว กิจการสามารถคูณอัตราส่วนนี้กับยอดขายรวมหรือยอดขายเชื่อ เพื่อคำนวณหนี้สงสัยจะสูญที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงยอดคงเหลือของบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีอยู่ตอนนี้ในบัญชีของกิจการ

  2. ร้อยละของยอดลูกหนี้:

    วิธีการคำนวณเป็นอัตราร้อยละของยอดลูกหนี้สิ้นปีในวิธีที่กล่าวถึงจะต้องคำนึงถึงยอดคงเหลือของบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีอยู่เดิม โดยทำตามขั้นตอนนี้:

    1. กำหนดอัตราส่วนของยอดลูกหนี้สิ้นปี (Percentage of Year-End Receivables): กำหนดว่ากิจการจะใช้อัตราส่วนเท่าไรของยอดลูกหนี้สิ้นปีทั้งหมดที่จะคาดว่าจะสูญเสีย

    2. คำนวณยอดหนี้สงสัยจะสูญ (Estimated Bad Debt): นำอัตราส่วนที่กำหนดมาคูณกับยอดลูกหนี้สิ้นปีทั้งหมด เพื่อคำนวณหนี้สงสัยจะสูญที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    3. เปรียบเทียบกับยอดคงเหลือ: นำจำนวนหนี้สงสัยจะสูญที่คำนวณได้มาเปรียบเทียบกับยอดคงเหลือของบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีอยู่เดิม หากมีความแตกต่าง กิจการอาจต้องปรับขึ้นหรือลงในบัญชีเพื่อให้เท่ากับยอดที่คาดว่าจะเสียได้จริง

    การทำการประมาณหนี้สงสัยจะสูญแบบนี้ช่วยให้กิจการสามารถปรับบัญชีในขณะที่ยังคงคำนึงถึงยอดคงเหลือของบัญชีเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่มีอยู่ในปัจจุบันทันที

          สำนักงานบัญชีมีบทบาทสำคัญในการบริหารการเงินและบัญชีของธุรกิจ ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทของสำนักงานบัญชีช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคุณควรจ้างบริการบัญชีจากเอซีซี คอนซัลติ้ง จำกัด เพื่อการบริหารการเงินของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ. ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ เรามีทีมงานคุณภาพที่พร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกขั้นตอนของการบริหารการเงินของคุณ.

       สามารถติดต่อบริษัทของเราได้ตามช่องทางด้านล่างได้เลยนะค่ะ 

         ✅ โทร 📞 02-114-7715
         ✅ Web 🌐 https://www.accconsultingservice.com/
         ✅ Inbox 📩 http://m.me/100581915340875
         ✅ Line 📱 https://lin.ee/PhD3G7F
         ✅ Mail 📧 [email protected]
Facebook
Twitter
Pinterest

ความรู้/ข่าวสารที่คุณอาจสนใจ

By clicking “Accept”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts. Privacy Policy

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า